[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต ๑
เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีที่สุดกับ Google Chrome                                                                                                                    
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
แจ้งเปลี่ยนแปลงเบอร์โทรศัพท์กลุ่มบริหารงานบุคคล เป็น 034306517

| HOME | AMSS | E-MONEY | E-EGP | ARS | KRS | E-KM | EMIS | DMC | B-OBEC |

เมนูหลัก
link banner
e-Learning

ระบบสำนักงาน




เว็บโรงเรียน
โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา
โรงเรียนคงทองวิทยา
โรงเรียนธรรมาภิสมัย
โรงเรียนบอสโกพิทักษ์
โรงเรียนบ้านคลองตัน 
โรงเรียนบ้านคลองยาง
โรงเรียนบ้านคอวัง
โรงเรียนบ้านแจงงาม
โรงเรียนบ้านดอนกลาง
โรงเรียนบ้านดอนซาก
โรงเรียนบ้านดอนทอง
โรงเรียนบ้านต้นสำโรง
โรงเรียนบ้านทุ่งขี้อ้าย
โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย
โรงเรียนบ้านทุ่งหัวพรหม
โรงเรียนบ้านนาสร้าง
'; โรงเรียนบ้านบ่อน้ำพุ
'; โรงเรียนบ้านบ่อพลับ
'; โรงเรียนบ้านบัวแดง
'; โรงเรียนบ้านปากหว้า
'; โรงเรียนบ้านไผ่โน้ม
'; โรงเรียนบ้านมาบแค
'; โรงเรียนบ้านรางมะเดื่อ
'; โรงเรียนบ้านรางมูก
'; โรงเรียนบ้านรางอีเม้ย
'; โรงเรียนบ้านไร่ต้นสำโรง
'; โรงเรียนบ้านลำท่าโพ
'; โรงเรียนบ้านลำพยา
'; โรงเรียนบ้านสระน้ำส้ม
'; โรงเรียนบ้านสามแก้ว
'; โรงเรียนบ้านสามัคคี
'; รร.บ้านหนองกระโดน
'; โรงเรียนบ้านหนองกร่าง
'; โรงเรียนบ้านหนองแก
'; โรงเรียนบ้านหนองขาม
'; โรงเรียนบ้านหนองขาหยั่ง
'; โรงเรียนบ้านหนองเขมร
'; โรงเรียนบ้านหนองงูเหลือม
'; โรงเรียนบ้านหนองบอน
'; โรงเรียนบ้านหนองปากโลง
'; โรงเรียนบ้านหนองพงนก
'; โรงเรียนบ้านหนองพงเล็ก
'; โรงเรียนบ้านหนองไม้งาม
'; โรงเรียนบ้านหนองโสน
'; โรงเรียนบ้านหนองหิน
'; โรงเรียนบ้านหลวงวิทยา
'; โรงเรียนบ้านหลักเมตร
'; โรงเรียนบ้านห้วยขวาง
'; โรงเรียนบ้านห้วยด้วน
'; โรงเรียนบ้านห้วยปลากด
'; โรงเรียนบ้านห้วยรางเกตุ
'; โรงเรียนบ้านหัวถนน
'; โรงเรียนบ้านแหลมกะเจา
'; โรงเรียนบ้านใหม่
'; โรงเรียนบ้านอ้อกระทิง
'; โรงเรียนบ้านอ้อกระทุง
'; โรงเรียนบำรุงวิทยา
'; รร.ป.ฐานบินกำแพงแสน
'; โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
'; โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย2
'; รร.โพรงมะเดื่อวิทยาคม
'; โรงเรียนวัดม่วงตารศ
'; รร.ม.ฐานบินกำแพงแสน
'; โรงเรียนเมืองเก่ากำแพงแสน
'; โรงเรียนราชินีบูรณะ
'; โรงเรียนราษฎร์บำรุงวิทยา
'; โรงเรียนละเอียดอุปถัมภ์
'; โรงเรียนวัดกงลาด
'; โรงเรียนวัดกำแพงแสน
โรงเรียนวัดเกาะวังไทร
'; โรงเรียนวัดดอนขนาก
'; โรงเรียนวัดดอนเตาอิฐ
'; โรงเรียนวัดดอนยายหอม
'; โรงเรียนวัดดอนเสาเกียด
'; โรงเรียนวัดตะโกสูง
'; โรงเรียนวัดตาก้อง
'; โรงเรียนวัดทัพยายท้าว
'; โรงเรียนวัดทัพหลวง
'; โรงเรียนวัดท่าเสา
'; โรงเรียนวัดทุ่งกระพังโหม
'; โรงเรียนวัดทุ่งผักกูด
'; โรงเรียนวัดทุ่งพิชัย
'; โรงเรียนวัดทุ่งรี
'; โรงเรียนวัดทุ่งสีหลง
'; โรงเรียนวัดธรรมศาลา
'; รร.วัดนิยมธรรมวราราม
'; โรงเรียนวัดบ่อน้ำจืด
'; โรงเรียนวัดบางแขม
+ โรงเรียนวัดบ้านยาง
'; โรงเรียนวัดบ้านหลวง
'; รร.วัดปทุมทองสุทธาราม
'; รร.วัดประชาราษฎร์บำรุง
'; โรงเรียนวัดปลักไม้ลาย
'; โรงเรียนวัดไผ่ล้อม
'; โรงเรียนวัดพระปฐมเจดีย์
'; รร.วัดพระประโทณเจดีย์
โรงเรียนวัดพะเนียงแตก
'; โรงเรียนวัดโพธิ์งาม
'; โรงเรียนวัดโพรงมะเดื่อ
'; โรงเรียนวัดรางปลาหมอ
'; โรงเรียนวัดราษฏร์วราราม
โรงเรียนวัดลาดปลาเค้า
โรงเรียนวัดลาดหญ้าไทร
โรงเรียนวัดลาดหญ้าแพรก
โรงเรียนวัดลำลูกบัว
โรงเรียนวัดลำเหย
โรงเรียนวัดเลาเต่า
โรงเรียนวัดวังตะกู
โรงเรียนวัดวังน้ำเขียว
โรงเรียนวัดวังเย็น
โรงเรียนวัดศรีวิสารวาจา
รร.วัดศาลาตึกสิทธิชัยวิศาล
โรงเรียนวัดสระกะเทียม
โรงเรียนวัดสระสี่มุม
โรงเรียนวัดสระสี่เหลี่ยม
โรงเรียนวัดสองห้อง
โรงเรียนวัดสามควายเผือก
'; โรงเรียนวัดสามง่าม
โรงเรียนวัดสุขวราราม
'; โรงเรียนวัดหนองกระทุ่ม
'; โรงเรียนวัดหนองกระพี้
'; โรงเรียนวัดหนองจิก
'; โรงเรียนวัดหนองดินแดง
'; โรงเรียนวัดหนองปลาไหล
'; โรงเรียนวัดหนองโพธิ์
'; โรงเรียนวัดหนองศาลา
'; โรงเรียนวัดหนองเสือ
'; รร.วัดห้วยจรเข้วิทยาคม
'; โรงเรียนวัดห้วยผักชี
'; โรงเรียนวัดห้วยพระ
'; โรงเรียนวัดห้วยม่วง
'; โรงเรียนวัดหว้าเอน
'; โรงเรียนวัดหุบรัก
'; โรงเรียนวัดแหลมมะเกลือ
'; โรงเรียนวัดใหม่ดอนทราย
'; โรงเรียนวัดใหม่ห้วยลึก
'; โรงเรียนวัดทะเลบก
'; รร.หลวงพ่อแช่มวัดตาก้องอนุสรณ์
'; โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา
'; โรงเรียนศาลาตึกวิทยา
'; รร.สระกะเทียมวิทยาคม
'; โรงเรียนสว่างวิทยา
'; โรงเรียนสหบำรุงวิทยา
'; รร.สัมมาสิกขาปฐมอโศก
'; โรงเรียนสัมมาอาชีวสิกขาฯ
โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย
โรงเรียนวัดตาก้องฯ
โรงเรียนอนุบาลกำแพงแสน
รร.อนุบาลจันทร์สว่างกูล
โรงเรียนอนุบาลชโลทร
โรงเรียนอนุบาลนครปฐม
โรงเรียนอนุบาลไผทวิทยา
โรงเรียนอนุบาลเพ็ญศิริ
โรงรียนอนุบาลวัยสะอาด
โรงเรียนอนุบาลศิริวรรณ
โรงเรียนอนุบาลสุธีธร
โรงเรียนอนุบาลเสริมปัญญา
โรงเรียนหอเอกวิทยา
รร.อำนวยวิทย์นครปฐม
โรงเรียนอินทรศักดิ์ศึกษาลัย


  

   เว็บบอร์ด >> ประชาสัมพันธ์ สพป.นฐ.๑ >>
โรงเรียนวัดหนองกระทุ่ม รับสมัครสอบคัดเลือกครูอัตราจ้าง วิชาเอกคอมพิวเตอร์ ๑ อัตรา  VIEW : 579    
โดย พรรณิกา

  Newbie
 

UID : No.124
โพสแล้ว : 3
ตอบแล้ว : 0
เพศ : หญิง
ระดับ : 1
Exp : 60%
ออฟไลน์ :
เข้าระบบ : 29/05/17 - 12:44
IP : 171.5.251.xxx

ดูข้อมูลสมาชิก 

 
เมื่อ : พฤหัสบดี ที่ 18 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2560 เวลา 13:52:35    ปักหมุดและแบ่งปัน

โรงเรียนวัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม รับสมัครสอบคัดเลือครูอัตราจ้างรายเดือน  ตำแหน่ง ครูผู้สอน วิชาเอกคอมพิวเตอร์ จำนวน ๑ อัตรา ตั้งแต่วันที่ ๑๘-๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๘.๓๐-๑๕.๓๐น. (เว้นวันหยุดราชการ)  รายละเอียดตามไฟล์ที่แนบมานี้




โดย ดร. ศิรพงศ์ รักต์เธียรธรรม
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว :
ตอบแล้ว : 14
ระดับ : 1
Exp : 60%
IP : 171.96.190.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 30 พ.ค. 2560 : 14:17

ลดต้นขา
 
ลดต้นขา
สุขภาพ
 
วิธีลดต้นขา
เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม รับประทานผักและผลไม้ทุกวันให้ครบ 3 มื้อ หลีกเลี่ยงการรับประทานข้าวขัดสี ขนมปังขาว เค้ก น้ำหวาน น้ำอัดลม ของทอด อาหารที่มีไขมัน ส่วนของนึ่ง ต้ม ลวก กินได้ ถั่วและชีสให้กินแต่พอดี ดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือวันละประมาณ 8 แก้ว
การออกกำลังกาย เป็นสิ่งสำคัญมากพอกับการรับประทานอาหารสุขภาพ ส่วนท่าบริหารลดต้นขาโดยเฉพาะก็มีหลากหลายท่ามาก ขอให้ทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ วัน ต้นขาของคุณจะลดลงอย่างแน่นอน แม้อาจจะเล็กลงไม่ทันใจ แต่มันจะทำให้คุณมีความสุขกับร่างกายที่แข็งแรงขึ้นอย่างแน่นอน โดยส่วนตัวผมเองไม่แนะนำให้ไปทำศัลยกรรมครับ แม้มันจะเห็นผลเร็ว แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่าง ทั้งสุขภาพ อาการบาดเจ็บ และราคาทำที่สูง เพราะฉะนั้นการลดต้นขาด้วยการออกกำลังกายคือทางเลือกที่ดีที่สุดครับ 

      
โดย ดร. ศิรพงศ์ รักต์เธียรธรรม
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว :
ตอบแล้ว : 14
ระดับ : 1
Exp : 60%
IP : 171.96.190.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 30 พ.ค. 2560 : 14:18

เมล็ดเจีย
เมล็ดเจีย
สุขภาพ
 
เมล็ดเจีย หรือ เมล็ดเชีย ธัญพืชตัวจิ๋วแต่มากด้วยประโยชน์ ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก แต่รู้ไหมว่า เมล็ดเจียไม่ได้มีดีแค่ช่วยลดน้ำหนักนะ ยังป้องกันโรคและบำรุงสุขภาพของเราได้อีกด้วย
 
          เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักเมล็ดเจีย (Chia Seed) กันมาบ้างแล้ว จากสรรพคุณหลายข้อของเมล็ดเจียที่ดีต่อสุขภาพทั้งช่วยป้องกันโรคและดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรง โดยเฉพาะเรื่องการลดน้ำหนัก แต่อาจยังไม่รู้กันว่าเมล็ดเจียตัวจิ๋วที่เราชอบทานนั้นมีประโยชน์แอบซ่อนอยู่อีกมาก เรียกว่าประโยชน์คับเมล็ดเลยก็ว่าได้ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขออาสาพาทุกคนมาทำความรู้จักเจ้าเมล็ดเจียตัวจิ๋วนี้กันให้มากขึ้นว่าทำไมเมล็ดเจียจึงเป็นธัญพืชมากประโยชน์ที่เรากินได้ทุกวัน
เมล็ดเจีย คืออะไร มาจากไหนกันนะ
               
          จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า เมล็ดเจียเป็นพืชที่มีอายุมานานกว่า 3,500 ปีก่อนคริสตกาลตั้งแต่สมัยอาณาจักรแอซแท็ก และอาณาจักรมายันในทวีปอเมริกา  มีความหมายว่า ความแข็งแรง เพราะชาวแอซเท็กและชาวมายันนิยมนำมาบริโภคเป็นอาหารหลักเหมือนกับธัญพืชทั่วไป เช่น ข้าวโพด และถั่ว โดยพวกเขาจะนำเอาเมล็ดเจียมาบดรวมกับแป้ง คั้นเป็นน้ำมันออกมาเพื่อใช้ดื่ม หรือไว้ปรุงอาหาร ด้วยความเชื่อที่ว่า เมล็ดเจียมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงนั่นเอง 
               
          ต่อมาในยุคล่าอาณานิคมของสเปน ฝั่งอเมริกาใต้ตกเป็นเมืองขึ้นของสเปน ทำให้เมล็ดเจียกลายเป็นอาหารต้องห้าม โดยผู้นำสเปนในยุคนั้นประกาศว่า ห้ามเพาะพันธุ์เมล็ดเจียอีกต่อไปทำให้เมล็ดเจียค่อย ๆ สูญพันธุ์ไปเรื่อย ๆ กระทั่งเข้าสู่ยุคของอเมริกาสมัยใหม่ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบพันธุ์พืชเมล็ดเจียอีกครั้ง จึงเกิดการค้นคว้าวิจัยถึงประโยชน์ของพืชพันธุ์ชนิดนี้ และเริ่มมีการขยายสายพันธุ์กระทั่งกลายมาเป็นสายพันธุ์เมล็ดเจียที่เราใช้บริโภคกันจนทุกวันนี้
 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของเมล็ดเจีย
 
          เมล็ดเจียเป็นพืชในกลุ่มเครื่องเทศตระกูลเดียวกับกะเพรา หรือ มินต์ มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ชื่อว่า Salvia Hispanica L.ลักษณะลำต้นสูงประมาณ 4-6 ฟุต เป็นพืชให้เมล็ดเล็ก ๆ มีสองสีคือดำและขาว เปลือกนอกเมล็ดพองตัวได้เหมือนเม็ดแมงลัก พืชชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น และเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมากในทวีปอเมริกา ได้แก่ ประเทศเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา โบลิเวีย เอกวาดอร์ และกัวเตมาลา นอกจากนี้ก็ยังปลูกได้ในประเทศออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยมีการเพาะพันธุ์เมล็ดเจียในหลายจังหวัด ส่วนใหญ่คือ ลำปาง กาญจนบุรี ฯลฯ
 
เมล็ดเจีย
 
 
เมล็ดเจีย เม็ดแมงลัก ต่างกันอย่างไร
 
          หลายคนเข้าใจคิดว่าเมล็ดเจียคือเม็ดแมงลัก ความจริงแล้วเป็นธัญพืชคนละชนิดกันเลยค่ะ แม้ว่าทั้งเมล็ดเจียและเม็ดแมงลักจะนำไปแช่น้ำแล้วจะมีลักษณะคล้ายกันก็ตาม แต่ก็มีความต่างที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ค่ะ นั่นคือ ก่อนนำไปแช่น้ำ เมล็ดเจียจะมีลักษณะรี มีสีน้ำตาลเทา มีลวดลายเล็กน้อย ส่วนแมงลักจะมีลักษณะรี มีสีดำเข้ม แต่ถ้าหากนำไปแช่น้ำแล้วจะพบว่าเมล็ดเจียจะเกิดการพองตัวลักษณะเม็ดใส แต่เม็ดแมงลักจะพองตัวลักษณะเม็ดมีเมือกสีขาวขุ่น
 
 
เมล็ดเจียกับคุณค่าทางโภชนาการที่ไม่ธรรมดา
 
          จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture) เผยว่า เมล็ดเจียเป็นธัญพืชที่มีคุณสมบัติเป็นทั้ง Super Fruit และ Super Seed อัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ ไฟเบอร์ กรดไขมันดีชนิดโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 แคลเซียม สารต้านอนุมูลอิสระ และโปรตีน ซึ่งเมื่อนำเมล็ดเจียเต็มเมล็ด หรือนำไปบด แล้วนำไปแช่กับของเหลว เช่น น้ำ น้ำผลไม้ หรือ นม เมล็ดเจียจะสามารถพองตัวขึ้นมาได้อีก 12 เท่า ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับอาหารได้ เช่น การเพิ่มเมล็ดเจียในน้ำผลไม้ที่มีสารเรสเวอราทรอล เช่น น้ำทับทิม หรือ น้ำผลไม้ตระกูลเบอร์รี จะช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในเครื่องดื่มนั้น ๆ ได้
 
 
เมล็ดเจียเพียง  1 ออนซ์ (28 กรัม) ให้พลังงานเพียง 137 แคลอรี อุดมด้วยสารอาหารเน้น ๆ ดังต่อไปนี้
 
          - น้ำ 6.61 กรัม
          - โปรตีน 40.32 กรัม
          - ไขมัน 11.89 กรัม
          - คาร์โบไฮเดรต 35.14 กรัม 
          - ไฟเบอร์ 34.4 กรัม
          - แคลเซียม 150 กรัม
          - ธาตุเหล็ก 14.30 กรัม
          - แมกนีเซียม 362 กรัม
          - ฟอสฟอรัส 810 กรัม
          - โพแทสเซียม 425 กรัม
          - โซเดียม 41 กรัม
          - ซิงก์ 10.70 กรัม
          - วิตามินเอ 3  ไมโครกรัม
          - วิตามินบี 1 2.5  มิลลิกรัม
          - วิตามินบี 2 0.270  มิลลิกรัม
          - วิตามินบี 3 12.6  มิลลิกรัม
          - วิตามินบี 6 0.152  มิลลิกรัม
          - โฟเลต 29  ไมโครกรัม
          - กรดไขมันอิ่มตัว 1.634 กรัม
          - กรดไขมันไม่อิ่มตัว 4.405 กรัม
          - กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 5.113 กรัม    
        
เมล็ดเจีย
 
เมล็ดเจีย สรรพคุณทางยาสุดเวิร์กที่ต้องบอกต่อ
 
          เมล็ดเจียเม็ดเล็ก ๆ มีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าที่เราคิดไว้ซะอีกค่ะ เรามาดูกันว่าถ้าเรากินเมล็ดเจียเป็นประจำทุกวันแล้ว สุขภาพของเราจะดีขึ้นในด้านไหนบ้างนะ
 
 
* หัวใจแข็งแรง
 
          เมล็ดเจียอุดมด้วยกรดไขมันดีโอเมก้า-3 และ โอเมก้า-6 ช่วยปรับสมดุลระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกาย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด เกิดการไหลเวียนเลือดดีเข้าสู่หัวใจ จึงเป็นผลให้หัวใจของเราแข็งแรงขึ้น
 
 
* ห่างไกลโรคเบาหวานประเภท 2
 
          เมล็ดเจียเป็นธัญพืชที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่อุดมด้วยไฟเบอร์สูงที่ช่วยรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด จึงมีคุณสมบัติช่วยต้านโรคเบาหวานประเภท 2 ได้
 
 
* บาดแผลหายเร็ว ไม่ติดเชื้อง่าย
 
          เมล็ดเจียมีกรดไขมันโอเมก้าทรีที่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) มีฤทธิ์แก้อักเสบ จึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ป้องกันการติดเชื้อของบาดแผล ช่วยให้บาดแผลหายเร็ว ไม่เรื้อรัง
 
 
* ร่างกายมีระบบเผาผลาญพลังงานดีขึ้น
 
          เมล็ดเจียมีไฟเบอร์ โปรตีน และกรดไขมันโอเมก้าทรีสูง จึงช่วยปรับสมดุลระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายได้
 
 
* บำรุงความจำ
 
          เมล็ดเจียมีกรดไขมันโอเมก้าทรีสูงกว่าปลาแซลมอนถึง 9 เท่า ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองให้ทำงานเป็นปกติ เราจึงมีกระบวนการเรียนรู้และจดจำดีขึ้น มีสมาธิจดจ่อมากขึ้น
 
 
* ห่างไกลโรคกระดูกพรุน
           
          เมล็ดเจียอุดมด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อกระบวนการเสริมสร้างกระดูกและฟันที่ แข็งแรง เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโปรตีน จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และภาวะกระดูกบางได้
 
 
* ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ
           
          เมล็ดเจียอุดมด้วยไฟเบอร์อยู่ประมาณ 34.4 กรัม ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณไฟเบอร์ที่เพียงพอสำหรับร่างกายในแต่ละวัน ที่จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ
 
 
* ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
 
          เมล็ดเจียอุดมด้วยโปรตีน และแร่ธาตุฟอสฟอรัสที่ช่วยบำรุงเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายเรา เพื่อดูดซึมไปใช้กระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
 
เมล็ดเจีย
  
เมล็ดเจีย กับประโยชน์สุขภาพเน้น ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม
 
          นอกจากเมล็ดเจียจะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายของเราสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ยังมีข้อดีที่เราคาดไม่ถึงอีกด้วย มาดูกันว่าถ้าเราบริโภคเมล็ดเจียเป็นประจำทุกวัน เราจะได้ประโยชน์อะไรจากเมล็ดเจียบ้าง
 


      
โดย ดร. ศิรพงศ์ รักต์เธียรธรรม
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว :
ตอบแล้ว : 14
ระดับ : 1
Exp : 60%
IP : 171.96.190.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 30 พ.ค. 2560 : 14:18

เริมที่ปาก
เริมที่ปาก
สุขภาพ
 
 
  เริมที่ปาก โรคทางผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อ ที่เกิดได้จากความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ มาดูกันสิว่า เริมที่ปาก เกิดจากอะไร อาการเป็นอย่างไร และวิธีรักษาเริมที่ปากควรทำอย่างไร
 
          หลายคนคงจะเคยประสบกับอาการที่มีตุ่มแดงใส รู้สึกปวดแสบปวดร้อนขึ้นบริเวณปาก ที่เรียกว่าเริมที่ปาก ใช่ไหมคะ ซึ่งอาการของโรคนี้นอกจากจะทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนแล้ว ก็ยังสร้างความรำคาญได้อีกด้วย กว่าจะรักษาหายก็กินเวลาเป็นสัปดาห์ แล้วเคยสงสัยไหมคะว่าโรคเริมที่ปากเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ เริมที่ปากติดต่อได้หรือเปล่า ควรรักษาอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมขอหยิบเอาเรื่องโรคเริมที่ปากมาอธิบายให้ทรา­­­­บกันค่ะ ขอบอกเลยว่าเจ้าโรคนี้สาเหตุที่เกิดได้ง่ายสุด ๆ โดยที่คุณคาดไม่ถึงอีกด้วยล่ะ
เริมที่ปาก คืออะไร?
 
          โรคเริมที่ปากเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพ­­ลกซ์ (Herpes simplex virus) ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่ Herpes simplex Type 1 และ Herpes simplex Type 2 โดยไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถก่อให้เกิดตุ่มน้ำใส ๆ ได้ทั้งบริเวณรอยต่อระหว่างริมฝีปากกับผิวหนัง และสามารถเป็นได้ที่อวัยวะเพศเช่นกัน
 
เริมที่ปาก ตุ่มน้ำใสที่ทั้งแสบทั้งคัน ไม่อยากปากพังระวังให้ดี
 
เริมที่ปากเกิดจากสาเหตุใดกันแน่
 
          เริมที่ปากมีสาเหตุเกิดมาจากการติดเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำลาย น้ำเหลือง หรืออสุจิ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางผิวหนังบริเวณที่มีรอยถลอก­­­­หรือแผล นอกจากนี้ก็ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางเยื่อเมือก เช่น เยื่อบุปาก เป็นต้น
 
          โดยเมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะเข้าไปอยู่ในเซลล์ผิวหนังชั้นล่าง โดยบางครั้งก็อาจจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น แต่ผู้ป่วยบางราย เชื้อไวรัสก็อาจจะเกิดการแบ่งตัวและทำลายเซลล์ผิวหนังทำให้เกิด­­­­เป็นตุ่ม ใส ๆ เมื่อตุ่มน้ำเหล่านี้แห้งหรือแตกแล้วก็จะเกิดเป็นสะเก็ดและหายไ­­­­ปโดยไม่มีแผลเป็นใด ๆ
 
          เริมที่ปากสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยปัจจัยที่เร่งให้เกิดเริมที่ปากนั้นก็มาจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือระดับภูมิคุ้มกันที่ลดลงค่ะ
 
เริมที่ปาก มีอาการอย่างไร
 
          เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อไวรัสจะใช้เวลา 2-12 วัน ในการฟักตัว หลังจากนั้นจะเกิดเป็นตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มอย่างรวดเร็ว ตุ่มน้ำใสเหล่านี้จะแห้งไปภายใน 7-10 วัน แต่ถ้าหากตุ่มน้ำนั้นอยู่ในบริเวณที่มักจะโดนน้ำอยู่ตลอดเวลาก็­­อาจจะใช้ เวลานานกว่าจึงจะหายและอาจจะมีอาการคันร่วมด้วย และถ้าหากมีการติดเชื้อซ้ำซ้อน อาการก็อาจจะยิ่งหายช้าลง อาการเหล่านี้สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หลังจากที่หายแล้ว โดยในช่วงแรกที่เป็นจะมีการกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ขึ้นอยู่กับระดับภูมิต้านทานของร่างกายต่อเชื้อไวรัสนี้ค่ะ
 
เริมที่ปาก ติดต่อกันไหม ?
 
          เริมที่ปากเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ผ่านทางน้ำลาย และน้ำเหลืองของผู้ป่วย เช่น การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้ของร่วมกัน การจูบปาก ซึ่งเชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกายและแพร่กระจายไปยัง­ส่วนอื่น ๆ ได้ผ่านทางเซลล์ประสาท ดังนั้นหากมีคนใกล้ตัวป็นเริม ควรจะแยกข้าวของและของใช้ต่าง ๆ เพื่อป้องกันการติดต่อค่ะ
 
เริมที่ปาก ตุ่มน้ำใสที่ทั้งแสบทั้งคัน ไม่อยากปากพังระวังให้ดี
 
เริมที่ปาก เป็นแล้วต้องไปหาหมอหรือเปล่า ?
 
          เริมที่ปากไม่ใช่โรคร้ายแรงจึงไม่ต้องไปพบแพทย์ แต่ถ้าสังเกตว่ามีน้ำเหลืองไหลออกมาจากตุ่มแผล และมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียสร่วมด้วย หรือมีอาการระคายเคืองตา ควรไปพบแพทย์เพราะนั่นอาจจะเป็นเพราะตุ่มเริมนั้นเกิดการติดเชื­­้อ แต่ถ้าโรคเริมที่เป็นเกิดจากอาการป่วยเรื้อรังที่เป็นสาเหตุทำให้ภ­ูม­ิต้านทานโรคอ่อนแอ เช่น โรคมะเร็ง คุณก็ควรไปพบแพทย์เช่นกันค่ะ
 
วิธีรักษาเริมที่ปาก ทำอย่างไร
 
          โดยปกติแล้วเมื่อเป็นเริมที่ปาก หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะหายเองภายในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากต้องการให้หายไวขึ้นก็สามารถใช้ยาทาต้านเชื้อไวรัสเฉพ­­­­าะที่ ทาบริเวณที่มีตุ่มน้ำใสขึ้น และรับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ภายใน 2 วันหลังจากมีอาการ และถ้าหากมีอาการปวดก็ควรประคบด้วยน้ำเกลือหรือน้ำเย็นวันละ 4 - 5 ครั้ง จะช่วยให้อาการลดลงได้
 
เริมที่ปาก ตุ่มน้ำใสที่ทั้งแสบทั้งคัน ไม่อยากปากพังระวังให้ดี
ภาพจาก ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์
 
สมุนไพรรักษาเริมที่ปาก มีอะไรบ้าง
 
          หากไม่ต้องการพึ่งยาแผนปัจจุบันก็สามารถใช้สมุนไพรในการรักษาเร­­­­ิ่มที่ปากได้ ได้แก่ พญายอ หรือที่มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า เสลดพังพอนตัวเมีย สมุนไพรชนิดนี้สามารถช่วยลดอาการและทำให้ตุ่มน้ำใสหายได้เร็วขึ­­­­้น โดยปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ในรูปแบบของครีมพญายอ
 
วิธีป้องกันโรคเริมที่ปาก
 
          เริมที่ปากเป็นอาการที่สามารถติดต่อกันได้ผ่านของใช้ส่วนตัว และการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง ได้แก่ น้ำลาย น้ำเหลือง หรือแม้แต่อสุจิ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือหากพบผู้ที่เป็นเริมที่ปากควรเลี่ยงการใช้ของ­­­­ใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ แปรงสีฟันร่วมกัน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยอีกด้วย
 
          นอกจากนี้ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ยังได้เปิดเผยอีกว่าการทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันก็สามารถช่ว­­ยลดการเกิด ได้อีกด้วย ขณะที่การรับประทานครบ 5 หมู่ รวมทั้งการพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ก็สามารถช่วยให้โรคเริมเกิดได้น้อยลงอีกด้วย
 
เริมที่ปาก
 
การมีเพศสัมพันธ์ทำให้เป็นเริมที่ปากได้หรือเปล่านะ
 
          เนื่องจากเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดเริมที่ปากนั้นเป็นเชื้อไวรัส­­ตัวเดียวกันกับเชื้อไวรัสที่อวัยวะเพศ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเริมที่ปากจากการมีเพศสัมพั­­­­นธ์ โดยหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ในร่างกาย­­­­ และมีเชื้ออาศัยอยู่ในเยื่อบุอวัยวะเพศ และอีกฝ่ายมีบาดแผลหรือรอยถลอก ก็สามารถทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน นอกจากนี้การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสดังกล่าวด้วยกา­­รใช้ปากก็ เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดเริมทั้งที่ปา­กและอวัยว­ะเพศได้ง่ายค่ะ
 
          โรคเริม แม้จะไม่ใช่โรคที่มีความอันตรายแต่ก็เป็นโรคที่สามารถกลับมาเป็­­­­นซ้ำได้ หากไม่ระมัดระวังให้ดี ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดก็ควรที่จะรักษาสุขภาพของเราให้แข็งแรงอยู­­­­่เสมอ เพราะเมื่อร่างกายของเราแข็งแรงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคเริม หรือโรคอะไรก็ไม่สามารถมาทำร้ายเราได้แน่นอนเลยค่ะ
 


      
โดย ดร. ศิรพงศ์ รักต์เธียรธรรม
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว :
ตอบแล้ว : 14
ระดับ : 1
Exp : 60%
IP : 171.96.190.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 30 พ.ค. 2560 : 14:18

 ยาเสพติด
ยาเสพติด
สุขภาพ
 
 
ตอนนี้รู้กันดีอยู่แล้วว่า โลกสังคมออนไลน์ นั้นมันรวดเร็วซะเหลือเกิน ไม่ว่าจะเม้น จะแชร์ต่างๆ นาๆ มีทั้งเรื่องการทำความดี-ความชั่ว มีให้เห็นกันรวดเร็วมากๆ อย่างเช่น กรณีสดๆ ร้อนๆ ที่มีหญิงสาวให้เด็กชายซึ่งอายุเพียงไม่กี่ขวบ ได้สอนให้ทดลองสารเสพติดชนิดหนึ่ง! คลิปนี้ทำให้คนไทยแชร์คลิปกันอย่างรวดเร็ว?และ รุมว่าหญิงสาวคนนี้อย่างรุนแรง! ว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพื่อนๆบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่า สารเสพติด นั้นมีโทษอย่างไร มีกี่ประเภท teen.mthai ก็เลย ยกตัวอย่างให้เพื่อนๆได้อ่าน เป็นเกร็ดความรู้?กันคะ ^^
 
ทางที่ดีอย่าไปอยากรู้ อยากลอง ในสิ่งที่เรารู้ดีอยู่แล้วว่ามัน “อันตราย” ลองง่ายแต่เลิกยากนะจ๊ะ!!
 
10 สารยาเสพติดอันตราย teen.mthaiimages (2)10 สารยาเสพติดอันตราย
1. สารยาเสพติดอันตราย?เฮโรอีน (Heroin)?
เฮโรอีนเป็นยาเสพติดที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี จากปฏิกิริยาระหว่างมอร์ฟีนกับสารเคมีบางชนิด
เช่น อาเซ-ติคแอนไฮไดรด์ (Aceticanhydride) หรือ อาเซติลคลอไรด์ (Acetylchloride) หรือเอทิลิดีนไดอาเซเตท?(Ethylidinediacetate)
เฮโรอีนออกฤทธิ์แรงกว่ามอร์ฟีนประมาณ 4-8 เท่า และออกฤทธิ์แรงกว่าฝิ่น ประมาณ?30-90 เท่า
โดยทั่วไปเฮโรอีนจะมีลักษณะเป็นผงสีขาว สีนวล หรือสีครีม มีรสขม ไม่มีกลิ่น
เฮโรอีนที่แพร่ระบาดในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
 
1. เฮโรอีนผสม หรือเรียกว่าเฮโรอีนเบอร์ 3 หรือไอระเหย เป็นเฮโรอีนที่มีความบริสุทธิ์ต่ำ เนื่องจากมีการผสมสารอื่น
เข้าไปด้วย เช่น ผสมสารหนู สตริกนิน ยานอนหลับ กาเฟอีน แป้ง น้ำตาลและอาจผสมสี เช่น สีม่วงอ่อน สีชมพูอ่อน
สีน้ำตาล อาจพบในลักษณะเป็นผง เป็นเกล็ด หรืออัดเป็นก้อนเล็ก ๆ มีวิธีการเสพโดยการสูดเอาไอสารเข้าร่างกาย
จึงเรียกว่า “ไอระเหย” หรือ “แคป”
 
2. เฮโรอีนเบอร์ 4 เป็นเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ที่มีความบริสุทธิ์สูง มีลักษณะเป็นผงละเอียด หรือเป็นเม็ดคล้ายไข่ปลา
หรือพบในลักษณะอัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้า มักมีสีขาวหรือสีครีม ไม่มีกลิ่น มีรสขม เป็นที่รู้จัดทั่วไปว่า “ผงขาว”
มักเสพโดยนำมาละลายน้ำและฉีดเข้าร่างกาย หรือผสมบุหรี่สูบ
 
ฤทธิ์ในทางเสพติด
 
เฮโรอีนออกฤทธิ์กดระบบประสาท มีอาการเสพติดทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีอาการขาดยาทางร่างกายอย่างรุนแรง
มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก ปวดตามข้อ ปวดสันหลัง ปวดบั้นเอว ปวดหัวรุนแรง มีอาการจุกแน่นในอกคล้ายใจจะขาด อ่อนเพลียอย่างหนัก หมดเรี่ยวแรงมีอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ อึดอัดทุรุนทุราย นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย
บางรายมีอาการชักตาตั้ง น้ำลายฟูมปาก ม่านตาดำหดเล็กลง ใจคอหงุดหงิดฟุ้งซ่าน มึนงง หายใจไม่ออก ประสาทเสื่อม?ความจำเสื่อม
ผู้เสพติดเฮโรอีนที่ติดเชื้อ HIV ก็จะเป็นผู้แพร่ระบาด HIV เนื่องจากการจับกลุ่มใช้เข็มฉีดยาร่วมกันหรือ?ในบางครั้งก็มีเพศสัมพันธ์ร่วมกัน โดยไม่ได้ป้องกัน
โทษทางกฎหมาย
 
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
2.?สารยาเสพติดอันตราย ยาบ้า (Amphetamine)?
 
ยาบ้า เป็นชื่อที่ใช้เรียกยาเสพติดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ประเภทแอมเฟตามีน (Amphetamine)
ยาบ้า จัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีลักษณะเป็นยาเม็ดกลมแบนขนาดเล็ก?มีสีต่างๆ กัน เช่น สีส้ม สีน้ำตาล
มีสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนเม็ดยา เช่น ฬ, M, PG, WY สัญลักษณ์รูปดาว เป็นต้น
ฤทธิ์ในทางเสพติด :
 
ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีอาการเสพติดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่มีอาการขาดยาทางร่างกาย
เมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายในระยะแรกจะออกฤทธิ์ทำให้ร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ใจสั่น ประสาทตึงเครียด แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยา จะรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ประสาทล้าทำให้การตัดสินใจช้า และผิดพลาด เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้
ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้สมองเสื่อม เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หวาดระแวง คลุ้มคลั่ง เสียสติ?เป็นบ้าอาจทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้ หรือในกรณีที่ได้รับยาในปริมาณมาก (Overdose) จะไปกดประสาท และระบบการหายใจทำให้หมดสติ และถึงแก่ความตายได้
โทษทางกฎหมาย
 
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
10 สารยาเสพติดอันตราย teen.mthaiimages
3. สารยาเสพติดอันตราย?ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy)
ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซ์ตาซี (Ecstasy) เป็นยาเสพติดกลุ่มเดียวกัน จะแตกต่างกันบ้างในด้านโครงสร้างทางเคมี
ลักษณะ?ของยาอี มีทั้งที่เป็นแคปซูลและเป็นเม็ดยาสีต่าง ๆ แต่ที่พบในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบน?ผิวเรียบ และปรากฏสัญลักษณ์บนเม็ดยาเป็นรูปต่าง ๆ เช่น กระต่าย ฯลฯ
ฤทธิ์ในทางเสพติด?
 
จะออกฤทธิ์ภายในเวลา 45 นาที และฤทธิ์ยา?จะอยู่ในร่างกายได้นานประมาณ 6-8 ซม. แพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเที่ยวกลางคืน
ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทในระยะสั้น ๆ จากนั้นจะออกฤทธิ์หลอนประสาท มีอาการติดยาทางจิตใจ ไม่มีอาการขาดยา?ทางร่างกาย เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ระบบประสาทการรับรู้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด?(Psychedelic) ทำให้การได้ยินเสียงและการมองเห็นแสงสีต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง เคลิบเคลิ้ม ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
โทษทางกฎหมาย
 
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
4. สารยาเสพติดอันตราย?โคเคน (Cocaine) :
โคเคน หรือ โคคาอีนเป็นยาเสพติด ที่สกัดได้จากใบของต้นโคคา??ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ลักลอบปลูกมากในประเทศแถบอเมริกาใต้ เช่น เปรู โบลิเวีย และโคลัมเบีย เป็นต้น
โคเคนมีชื่อเรียกในกลุ่ม?ผู้เสพว่า COKE, Snow, Speed Ball, Crack
โคเคนที่พบในประเทศไทย มี 2 ชนิด ได้แก่?1. โคเคนชนิดผง มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว รสขม ไม่มีกลิ่น?2. โคเคนรูปผลึกเป็นก้อน (Free base, Crack)
ฤทธิ์ในทางเสพติด
 
โคเคนออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีอาการเสพติดทางร่างกายเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับวิธีการและปริมาณที่เสพ มีอาการทาง?จิตใจ อาจมีอาการขาดยาทางร่างกายแต่ไม่รุนแรง หัวใจเต้นแรง ความดันโลหิตสูง กระวนกระวาย ตัวร้อนมีไข้?นอนไม่หลับ มีอาการซึมเศร้า ผนังจมูกขาดเลือด ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกฝ่อ ขาดหรือทะลุ สมองถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง?ทำให้เกิดอาการชักมีเลือดออกในสมอง เนื้อสมองตายเป็นบางส่วน หัวใจถูกกระตุ้นอยู่เสมอ กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมลง?ทีละน้อยจนหัวใจบีบตัวไม่ไหวทำให้หัวใจล้มเหลว ผลจากการเสพเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดอาการโรคจิตซึมเศร้า
โทษทางกฎหมาย
 
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
10 สารยาเสพติดอันตราย teen.mthaip75. สารยาเสพติดอันตราย?ฝิ่น (Opium)
 
ฝิ่นเป็นสารประกอบชนิดหนึ่ง ซึ่งได้จากยางของผลฝิ่น ในเนื้อฝิ่นมีสารเคมีผสมอยู่มากมาย ซึ่งประกอบด้วย โปรตีน?เกลือแร่ ยางและกรดอินทรีย์เป็นแอลคะลอยด์ (Alkaloid) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ฝิ่นกลายเป็นสารเสพติดให้โทษ?ที่ร้ายแรง และเป็นยาเสพติดที่เป็นต้นตอของยาเสพติดร้ายแรง เช่น มอร์ฟีน เฮโรอีน และโคเคอีน มีการลักลอบปลูกฝิ่น?มากทางภาคเหนือของประเทศไทยบริเวณแนวพรมแดน ที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมทองคำ”
ฤทธิ์ในทางเสพ?
 
ฝิ่นออกฤทธิ์กดระบบประสาท มีอาการเสพติดทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีอาการขาดยาทางร่างกาย หากเสพเกินขนาด?จะทำให้กดระบบหายใจทำให้เสียชีวิต จิตใจเลื่อนลอย ง่วง ซึม แก้วตาหรี่ พูดจาวกวน ความคิดเชื่องช้า ไม่รู้สึกหิวชีพจรเต้นช้า
โทษทางกฎหมาย
 
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
6. สารยาเสพติดอันตราย?มอร์ฟีน (Morphine)
มอร์ฟีนเป็นแอลคะลอยด์ (Alkaloid) ของฝิ่นที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นตัวการที่ออกฤทธิ์กดประสาท
มอร์ฟีนเป็นผงสีขาว?หรือเทาเกือบขาว ไม่มีกลิ่น มีรสขม มีฤทธิ์สูงกว่าฝิ่น เสพติดได้ง่าย มีลักษณะเป็นเม็ด เป็นผง และเป็นก้อน หรือละลาย
บรรจุหลอดสำหรับฉีด นำเข้าสู่ร่างกายโดยวิธีฉีดเป็นส่วนมาก
?มอร์ฟีนใช้เป็นยาหลักหรือยามาตรฐานของยาแก้ปวด?ยาจำพวกนี้กดระบบประสาทส่วนกลาง ลดความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้รู้สึกง่วงหลับไป และลดการทำงานของร่างกาย
อาการข้างเคียงอื่น ๆ ก็คือ อาจทำให้คลื่นเหียนอาเจียน ท้องผูก เกิดอาการคันหน้า ตาแดงเพราะโลหิตฉีด ม่านตาดำ
หดตีบ และหายใจลำบาก
 
ฤทธิ์ทางเสพติด
 
มอร์ฟีนออกฤทธิ์กดระบบประสาท มีอาการเสพติดทั้งร่างกายและจิตใจ มีอาการขาดยาทางร่างกาย คลื่นเหียนอาเจียน?ท้องผูก เกิดอาการคันหน้า ตาแดง ซึม ง่วงนอน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ร่างการทรุดโทรม สมองมึนชา สติปัญญาเสื่อมโทรม
โทษทางกฎหมาย
 
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
10 สารยาเสพติดอันตราย teen.mthaipic_content_hori_8
7. สารยาเสพติดอันตราย?กัญชา (Cannabis) :
กัญชา มีลักษณะใบจะแยกออกเป็นแฉกประมาณ 5-8 แฉกคล้ายใบมันสำปะหลังที่ขอบใบทุกใบจะมีรอยหยัก?ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามของกิ่งและก้าน ส่วนที่คนนำมาเสพได้แก่ส่วนของกิ่ง ก้าน ใบ?และยอดช่อดอกกัญชา
โดยนำมาตากหรืออบแห้ง แล้วบดหรือหั่นให้เป็นผงหยาบๆ จากนั้นจึงนำมายัดไส้บุหรี่สูบ ยังอาจพบในรูปของ ?น้ำมันกัญชา? (Hashish Oil) ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ
ฤทธิ์ทางเสพติด
 
กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ที่ออกฤทธิ์หลายอย่างต่อระบบประสาทส่วนกลาง คือ ทั้งกระตุ้นประสาทกดและหลอนประสาท สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในกัญชามีหลายชนิด แต่สารที่สำคัญที่สุดที่มีฤทธิ์ต่อสมองและทำให้ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจเปลี่ยนแปลงไป
ในเบื้องต้นจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพตื่นเต้น ช่างพูด และหัวเราะตลอดเวลา ต่อมาจะกดประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อนๆ?เซื่องซึม และง่วงนอน หากเสพเข้าไปในปริมาณมากๆ จะหลอนประสาททำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ความคิด?สับสน ควบคุมตนเองไม่ได้??ทำลาย
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำลายสมอง ปอด
โทษทางกฎหมาย
 
จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
8. สารยาเสพติดอันตราย?กระท่อม (Kratom)
กระท่อม เป็นพืชเสพติดชนิดหนึ่ง ส่วนมากพบในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศอินเดียและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศไทย ลักษณะเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางมีแก่นเป็นเนื้อไม้แข็ง
ใช้ส่วนของใบเป็นสิ่งเสพติด ลักษณะใบคล้ายกระดังงาหรือใบฝรั่งต้นหนาทึบ ต้นกระท่อมมี 2 ชนิด คือ?ก้านเขียวและก้านแดง
ฤทธิ์ในทางเสพ?
 
ในใบกระท่อมมีสารไมตราจัยนินที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท มีอาการเสพติดทางร่างกายเล็กน้อย มีอาการเสพติด?ทางจิตใจ อาจมีอาการขาดยาทางร่างกายแต่ไม่รุนแรง ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทนแดดไม่รู้สึกร้อน ทำให้?ผิวหนังไหม้เกรียมมีอาการมีนงง ปากแห้ง นอนไม่หลับ ท้องผูก แต่จะรู้สึกหนาวสั่น เมื่อมีอากาศชื้น หรือเมื่อฝนฟ้า?คะนอง ร่างการทรุดโทรม มีอาการประสาทหลอน จิตใจสับสน
โทษทางกฎหมาย
 
กระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
10 สารยาเสพติดอันตราย teen.mthaiX11760231-1
9. สารยาเสพติดอันตราย?เห็ดขี้ควาย (Magic Mushroom) :
เห็ดขี้ควายเป็นเห็ดพิษซึ่งขึ้นอยู่ตามกองมูลควายแห้ง สีของเห็ดจะมีสีเหลืองซีด คล้ายสีฟางแห้ง บนหัวของร่ม?จะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำบริเวณก้าน (Stalk) บริเวณใกล้ตัวร่มจะมีแผ่นเนื้อเยื่อบางๆ สีขาว แผ่ขยายออก?รอบก้าน แผ่นนี้มีลักษณะคล้ายวงแหวน
ฤทธิ์ในทางเสพติด?
 
ในเห็ดขี้ควายมีสารออกฤทธิ์ทำลายประสาทอย่างรุนแรงคือ ไซโลซีน และ ไซโลไซบีน ผสมอยู่ ซึ่งออกฤทธิ์?หลอนประสาท เมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้มีอาการเมา เคลิบเคลิ้มและบ้าคลั่งในที่สุด หากบริโภคเข้าไปมากๆ?หรือผู้ที่บริโภคเข้าไปมีภูมิต้านทานน้อย อาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
โทษทางกฎหมาย?
 
เห็ดขี้ควายจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522
10. สารยาเสพติดอันตราย?ยาเค (ketamine)
ยาเค มาจากคำว่า เคตามีน (ketamine) หรือชื่อทางการค้าว่า เคตาวา (Ketava) หรือเคตาลา (Ketalar)?หรือคาสิบโชล
ซึ่งตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 เป็นวัตถุออกฤทธิ์ใน?ประเภท 2 หมายถึง ยาที่มีอันตรายสูงที่แพทย์จะจ่ายให้กับผู้ป่วย เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
สาเหตุที่ทำให้ยาเคกลายเป็นปัญหา เพราะวัยรุ่นบางกลุ่มได้นำยาเคมาใช้เป็นสิ่งมึนเมา โดยนำมาทำให้เป็นผง?นำมาสูดดมเพื่อให้เกิดอาการมึนเมา และมักพบว่ามีการนำยาเค มาใช้ร่วมกับยาเสพติดร้ายแรงชนิดอื่น เช่น ยาอี และโคเคน
ฤทธิ์ในทางเสพติด
 
ยาเค เป็นยาที่ออกฤทธิ์หลอนประสานอย่างรุนแรง เมื่อเสพ?เข้าไปจะรู้สึกเคลิบเคลิ้ม (Euphoria) รู้สึกว่าตนเองมีอำนาจพิเศษ (Mystical) มีอาการสูญเสียกระบวนการ?ทางความคิด ความคิดสับสน การรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภาพ แสง สี เสียงจะเปลี่ยนแปลงไป
ตาลาย ร่างกายเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน หากใช้ปริมาณมากจะเกิดการติดขัดในการหายใจ ?หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะปรากฏอาการเช่นนี้อยู่บ่อย ๆ เรียกว่า Flashback ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว?จะทำให้ผู้เสพประสพกับสภาวะโรคจิต และกลายเป็นคนวิกลจริตได้
ความคิดสับสน ตาลาย หูแว่ว การรับรู้และ?การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไป การเคลื่อนไหวของร่างกายไม่สัมพันธ์กัน
 


      
โดย ดร. ศิรพงศ์ รักต์เธียรธรรม
UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว :
ตอบแล้ว : 14
ระดับ : 1
Exp : 60%
IP : 171.96.190.xxx

 
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 30 พ.ค. 2560 : 14:18

 ทอนซิลอักเสบ
ทอนซิลอักเสบ
สุขภาพ  
 
 ทอนซิลอักเสบ หรือ ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) คือ โรคที่เกิดจากการอักเสบติดเชื้อของทอนซิลซึ่งเป็นต่อมคู่ข้างซ้ายและขวา (เป็นต่อมน้ำเหลืองในลำคอที่อยู่ด้านข้างใกล้กับโคนลิ้น มีหน้าที่ช่วยกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ลำคอ เช่น จากอาหาร น้ำดื่ม และการหายใจ จัดเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่สำคัญ สามารถตัดออกได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะยังมีต่อมน้ำเหลืองในช่องคออีกมากที่ทำหน้าที่นี้แทนได้) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอเป็นสำคัญ ส่วน “คออักเสบ” (Pharyngitis) นั้น มักใช้เรียกภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอที่อยู่บริเวณหลังช่องปากเข้าไป ซึ่งบางครั้งภาวะทั้งสองนี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้
 
โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีทั้งกลุ่มโรคติดเชื้อและกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงการอักเสบจากโรคติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “เบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ” (Group A beta-hemolytic streptococcus) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สเตรปโตค็อกคัส ไพโอจีเนส” (Streptococcus pyogenes) ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมาได้
 
เบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ
IMAGE SOURCE : emedicine.medscape.com
การอักเสบของทอนซิล สามารถพบได้ทั้งการอักเสบติดเชื้อเฉียบพลัน ซึ่งมักมีอาการรุนแรงกว่า แต่รักษาให้หายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ และการอักเสบเรื้อรังที่เป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งจะมีอาการแต่ละครั้งน้อยกว่าชนิดเฉียบพลัน ซึ่งนิยามของทอนซิลอักเสบเรื้อรัง คือ ทอนซิลอักเสบเกิดขึ้นอย่างน้อย 7 ครั้งใน 1 ปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อย 5 ครั้งทุกปีติดต่อกันใน 2 ปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อย 3 ครั้งทุกปีติดต่อกันใน 3 ปีที่ผ่านมา (ทอนซิลอักเสบเฉียบพลันหากเป็นบ่อย ๆ ทอนซิลจะโตขึ้น แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นแบบเรื้อรัง และอาจมีการอักเสบอย่างเฉียบพลันแบบเป็น ๆ หาย ๆ ได้ ซึ่งการที่ทอนซิลโตขึ้นนี้จะทำให้เกิดร่องหรือซอก ซึ่งจะทำให้มีเศษอาหารเข้าไปตกค้างได้ง่าย และอาจทำให้เกิดการอักเสบยืดเยื้อออกไป)
 
ทอนซิลอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้บ่อยในเด็กอายุก่อน 10 ปี (เพราะหลังจาก 10 ปีไปแล้ว ต่อมทอนซิลจะทำงานน้อยลงหรือไม่ทำงานเลย) และในผู้ที่อายุน้อยกว่า 20 ปีก็ยังอาจเป็นโรคนี้กันได้อยู่ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยพบในผู้ใหญ่วัยกลางคนไปแล้ว ส่วนโอกาสในการเกิดทั้งในเพศชายและเพศหญิงมีเท่ากัน (ในเด็กก่อนวัยเรียนมักเกิดจากเชื้อไวรัส และติดต่อกันได้ง่าย เพราะไม่รู้จักป้องกัน ส่วนในเด็กโตและผู้ใหญ่มักจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย)
 
สาเหตุทอนซิลอักเสบ
ส่วนใหญ่ประมาณ 70-80% เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมทั้งเชื้อไวรัสอื่น ๆ อีกหลายชนิด มีบางส่วนประมาณ 15-20% เกิดจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด และอีกประมาณ 5% เกิดจากการติดเชื้อรา ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
 
เชื้อจะมีอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย สามารถติดต่อกันได้โดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด หรือติดต่อโดยการสัมผัสมือของผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ (เช่น แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า) หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อแบบเดียวกับในโรคไข้หวัดทั่วไปและในโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อนิ้วมือที่แปดเปื้อนเชื้อสัมผัสกับปากหรือจมูก เชื้อก็จะเข้าไปในคอหอยและทอนซิล
 
สำหรับเชื้อแบคทีเรียที่สำคัญ คือ เบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ (Group A beta-hemolytic streptococcus – GABHS) ที่ก่อให้เกิดทอนซิลอักเสบชนิดเป็นหนอง (Exudative tonsillitis) ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กอายุ 5-15 ปี และอาจพบได้บ้างประปรายเป็นครั้งคราวในผู้ใหญ่ แต่จะพบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี โรคนี้อาจติดต่อในกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน เช่น ในบ้าน ที่ทำงาน หอพัก โรงเรียน เป็นต้น
 
ระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการ) คือ ประมาณ 2-7 วัน แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดดังกล่าวอาจสั้นเพียง 12 ชั่วโมง
 
ต่อมทอนซิลอักเสบ
IMAGE SOURCE : fortworthent.net (รูปซ้ายคือทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนรูปขวาคือทอนซิลอักเสบจากเชื้อไวรัส)
อาการทอนซิลอักเสบ
ทอนซิลอักเสบจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่จะไม่เจ็บมากขึ้นตอนกลืน อาจมีอาการหวัด ไอ คัดจมูก มีน้ำมูกใสแต่ไม่มาก เสียงแหบ มีไข้ไม่สูงมาก ปวดศีรษะเล็กน้อย ตาแดง (เยื่อตาขาวอักเสบ) และบางรายอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีไข้หรือไม่ก็ได้ ทอนซิลทั้งสองข้างอาจโตเล็กน้อย ซึ่งมักจะมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน
ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอมากจนกลืนน้ำและอาหารได้ลำบาก ร่วมกับมีอาการไข้สูงมากกว่า 38.3 องศาเซลเซียสเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีกลิ่นปาก และอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หู (เพราะการอักเสบของคอมักส่งผลถึงการอักเสบของหู เนื่องจากเป็นอวัยวะที่ติดต่อถึงกันได้จากหูชั้นกลางซึ่งมีท่อเช่ือมต่อกับลำคอ) บางรายอาจมีอาการปวดท้องหรืออาเจียนร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือตาแดงแบบการติดเชื้อจากเชื้อไวรัส
ทอนซิลทั้งสองข้างมีลักษณะบวมโต สีแดงจัด และมักมีแผ่นหรือจุดหนองขาว ๆ เหลือง ๆ ติดอยู่บนทอนซิล ซึ่งเขี่ยออกง่าย นอกจากนี้ยังอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอด้านหน้าหรือใต้ขากรรไกรบวมโตและเจ็บ
อาการทอนซิลอักเสบ
IMAGE SOURCE : www.bestdoctor.co.in
อาการต่อมทอนซิลอักเสบ
IMAGE SOURCE : afairgo.net
ทอนซิลอักเสบ
IMAGE SOURCE : healthnbodytips.com
ต่อมทอนซิลโต
IMAGE SOURCE : en.wikipedia.org (by Michaelbladon)
ภาวะแทรกซ้อนของทอนซิลอักเสบ
ทอนซิลอักเสบจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่มักจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ มีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา (ซึ่งมักไม่ร้ายแรง) ส่วนผู้ที่เป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น
ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ โดยทั่วไปถ้าผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกกับโรค อาการมักจะทุเลาลงหลังกินไปได้ประมาณ 48-72 ชั่วโมง แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือรับประทานยาไม่ครบก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ดังนี้
เชื้ออาจลุกลามเข้าไปยังบริเวณใกล้เคียงทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่คออักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ ปอดอักเสบ ฝีที่ทอนซิล (Peritonsillar abscess) ซึ่งอาจโตจนทำให้ผู้ป่วยกลืนลำบากหรือหายใจลำบาก
เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือดแล้วแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ทำให้เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ข้ออักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง (Osteimyelitis)
ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง (Autoimmune reaction) กล่าวคือ ภายหลังจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดดังกล่าว ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง คือ ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อและหัวใจ หากปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจทำให้เกิดโรคลิ้นหัวใจพิการและหัวใจวายได้) และหน่วยไตอักเสบเฉียบพลัน (มีไข้ บวม ปัสสาวะมีสีแดง และอาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้) ซึ่งโรคแทรกซ้อนเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นหลังทอนซิลอักเสบได้ประมาณ 1-4 สัปดาห์ สำหรับไข้รูมาติกจะมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 0.3-3% ของผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง
 


      
1 2 3 Next